วันชาติอเมริกา

ประวัติ
ก่อนที่ก้าวขึ้นมาเป็นประเทศได้นั้น ดินแดนที่เราเรียกว่าอเมริกานี้ ตั้งอยู่บนทวีปอเมริกาเหนือ เป็นอาณานิคมของประเทศอังกฤษมาก่อน ซึ่งได้กลายเป็นแผ่นดินใหม่สำหรับผู้ที่อพยพเข้าไปหวังที่จะขุดทองบนแผ่นดินนี้ เพราะคนยากจนหรือมีความคิดขัดแย้งกันทางศาสนานั้น หมดหนทางที่จะอาศัยอยู่บนมาตุภูมิ ก็เลยตัดสินใจเลือกทางเดินชีวิตใหม่ ด้วยการอพยพไปตั้งรากฐานอยู่บนทวีปอเมริกาเหนือ ในสมัยศตวรรษที่ 17-18 คนเหล่านี้มาจากทุกภูมิภาคของเกาะอังกฤษข้ามไปถึงยุโรปทั้งเยอรมัน เนเธอร์แลนด์และประเทศอื่น ๆ เมื่อมีมีผู้คนเข้ามาอยู่อาศัยมากขึ้น แต่ความเป็นอาณานิคมของอังกฤษ ซึ่งยังต้องอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญของอังกฤษ ตลอดจนยังต้องเสียภาษีให้ ในที่สุดจึงได้ประกาศอิสระภาพในปี ค.ศ. 1776 ประกอบด้วย 13 รัฐ ซึ่งรวมกันเป็นสมัชชาแผ่นดินใหญ่ ผู้มีส่วนสำคัญในการร่างกฎหมายรัฐธรรมนูญและสร้างเป็นประเทศสหรัฐอเมริกาคือ โทมัส เจฟเฟอร์สัน ผู้ซึ่งต้องการเห็นอเมริกาเป็นต้นแบบของการปกครองระบอบประชาธิปไตย ให้ประชาชนมีความเสมอภาคเท่าเทียมกัน และอุดมการณ์ดังกล่าว ก็ได้สืบทอดมาถึงคนอเมริการุ่นต่อมา จนกระทั่งทุกวันนี้
ประธานาธิบดีคนแรกคือ จอร์จ วอชิงตัน ความเป็นมาโดยคร่าว ๆ เกี่ยวกับดินแดนสหรัฐอเมริกาเริ่มเมื่อปี 1803 ซื้อหลุยส์เซียนา จากฝรั่งเศส และในปี ค.ศ.1819 ซื้อรัฐฟลอริดาจากสเปน ในปี ค.ศ.ปี ค.ศ.1849 ทำสงครามกับเม็กซิโก ผนวกดินแดนกับแคลิฟอเนีย และพื้นที่ที่เหลือทางตะวันตก ในปี ค.ศ.1955 รวมเอาฮาวายเข้ามาเป็นรัฐ มีทั้งหมด 50 รัฐ โดยอลาสก้าเป็นรัฐที่ใหญ่ที่สุด ซึ่งซื้อมาจากสหภาพโซเวียต และได้ถือเอาวันที่ 4 กรกฎาคม เป็นวันประกาศเอกราชและมีการฉลองทุกปี
เศษฐกิจ
เศษฐกิจของสหรัฐอเมริกา ถือว่ามีความมั่นคงมากที่สุดในโลก เนื่องจากมีพื้นที่กว้างใหญ่ไพศาลประมาณ 3,618,770 ตารางไมล์ อยู่ในเขตอบอุ่น และมีภูมิประเทศและภูมิอากาศแตกต่างกัน จึงทำให้การเกษตรกรรมของประเทศแตกต่างกันไปด้วย ส่วนลักษณะภูมิประเทศที่มีแนวฝั่งทะเลยาว จึงทำให้สหรัฐอเมริกา พัฒนาด้านการประมงและเมืองท่าพาณิชย์ ตลอดจนระบบข่นส่งทางน้ำ ป่าไม้ก็อุดมสมบูรณ์ทั้งไม้เนื้อแข็งและไม้เนื้ออ่อน เฉลี่ยแล้วมีพื้นที่ป่าไม้ทั้งหมดร้อยละ 25 ของประเทศ แร่ธาตุก็มีมากมาย เช่น ผลิตปิโตรเลียมได้ร้อยละ 25 ของโลกบริเวณอ่าวเม็กซิโก และรัฐหลุยส์เซียนาเป็นแหล่งถ่านหินอีกร้อยละ 20 ของโลก ด้านอุตสาหกรรมนั้นมีอุตสาหกรรมเหล็ก เหล็กกล้า เครื่องจักร อาหาร สิ่งทอ เคมีภัณฑ์ เครื่องใช้ไฟฟ้า และสิ่งพิมพ์เป็นต้น
การเกษตร
สหรัฐอเมริกาถือได้ว่า อเมริกา ผลิตข้าวโพดได้ประมาณครึ่งหนึ่งของโลก ข้าวสาลีผลิตได้มากเกินความต้องการภายในประเทศ ส่วนข้าวเจ้าผลิตได้เพียงพอกับความต้องการภายในประเทศ ปัจจุบันมุ่งส่งไปขายยังตะวันออกกลางและประเทศจีน อ้อยผลิตได้มากที่รัฐหลุยส์เซียนา ฝ้ายผลิตได้ร้อยละ 25 ของโลก ยาสูบผลิตได้มากที่สุดในโลก โดยเฉพาะทางตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศ สำหรับการปศุสัตว์นั้น พบว่าเลี้ยงวัวและหมูมากที่สุดในโลก
ประชากร
ประชากรอเมริกัน แม้จะมีหลายเชื้อชาติ ร้อยละ 73 อพยพมาจากยุโรป แต่ประชากรส่วนใหญ่ทีความรู้ ดังเห็นได้จากอัตราผู้รู้หนังสือร้อยละ 97 จึงเป็นปัจจัยหนึ่งที่สะดวกต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมการคมนาคมขนส่งและที่สำคัญ นโยบายทางการเมืองถือว่ามั่นคง ประกอบด้วยมีพรรคการเมือง 2 พรรค คือ พรรครีพับลิกันและพรรคเดโมแครต
ไทยกับอเมริกา
สำหรับความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐอเมริกากับไทยนั้นเริ่มขึ้นตั้งแต่ปี 1833 โดยคณะมิชชันนารีอเมริกาคณะแรกที่เดินทางมาถึงกรุงเทพฯ เพื่อเผยแพร่ศาสนาเป็นหลัก ซึ่งมิชชันนารีคนแรกคือ หมอเดวิด เอบีล นอกจากเข้ามาเพื่อเผยแพร่ศาสนาแล้ว ก็ยังเผยแพร่ทางด้านการแพทย์ด้วย ซึ่งมิชชันนารีคนแรกคือ แดน บีช บัดเลย์ หรือหมอบรัดเลย์ เป็นผู้ที่ทำประโยชน์ให้แก่ประเทศไทยหลายอย่าง นับตั้งแต่การรักษาโรคด้วยการแพทย์แผนใหม่ การปลูกฝีป้องกันไข้ทรพิษ ศัลยกรรม การพิม์หนังสือ และงานหนังสืมพิมพ์ในประเทศไทยเป็นเล่มแรกคือ บางกอกรีคอเดอร์ จากนั้นความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับสหรัฐอเมริกาก็มีการติดต่อทางด้านการค้าขึ้น ตลอดจนความสัมพันธ์ทางด้านการทูต จนกระทั่งมีการลงนามในสนธิสัญญา ไทย-อเมริกัน ฉบับแรกปีพ.ศ. 2375 แต่งตั้งให้ เอ็ดมันด์ โรเบิตร์ เป็นทูตอเมริกาคน

วันชาติพม่า

 
 
 
 
          ร่องรอยของประชาชนเผ่าพันธุ์แรกที่อาศัยอยู่ในพม่าคือพวกพยู ซึ่งเรื่องราวของคนพวกนี้ไม่เป็นที่ทราบกันดีนัก คนพวกนี้ได้รับอิทธิพลทางวัฒนธรรมจากอินเดียมาก ชาวพยูมีชื่อเสียงมากในฐานะที่เป็นผู้สร้างเมืองศรีเกษตรา (Sri Kshetra) ขึ้นมา ปัจจุบันเมืองนี้ตั้งอยู่ใกล้เมืองโปรเม (Prome) เมืองนี้มีลักษณะเป็นวงกลม มีประตูเป็นทางเข้าเมือง ชาวพยูมีความสนใจที่จะรับการศึกษาจากคนรุ่นใหม่คือพวกอินเดียนี้มาก
 
        ต่อมาก็มีพวกมอญเผ่ามองโกลอยด์ เข้าไปตั้งหลักแหล่งแทนพวกพยูในพม่า โดยตั้งถิ่นฐานอยู่ตลอดทั่วภาคใต้ของพม่าและไทย ชาวมอญ เป็นผู้ที่นับถือศาสนาพุทธนิกายเถรวาท และรู้จักการเพาะปลูกข้าวโดยใช้ระบบของการชลประทาน
        ประมาณศตวรรษที่ 8 ชาวพม่าอพยพโดยทางแม่น้ำ ยูนนาน (Yunnan River) ไปอยู่ทางภาคกลางทางทิศเหนือของประเทศพม่า ต่อมาก็มีชาวไทยเผ่าหนึ่งซึ่งพม่าเรียกว่าพวกชาน (Shan) อพยพตามชาวพม่าขึ้นไปทางเหนือด้วย
 
        ประชาชนชาวพม่าเรียกชื่อประเทศของตนว่า “แผ่นดินทอง” (Golden Land) ชื่อนี้อาจได้มาจากประเพณีทางพุทธศาสนาของชาวพม่าที่ใช้ทองเปลวปิดองค์พระเจดีย์ องค์เจดีย์ที่ถูกปิดด้วยทองเปลวแล้วเมื่อสัมผัสกับแสงตะวันจะเหลืองอร่ามไปทั้งองค์ หรือการที่ชาวพม่าเรียกชื่อประเทศของตนว่า “แผ่นดินทอง” นั้นอาจจะมาจากแสงทองที่เรืองรองบนไร่นาอันสวยงามของชาวพม่าก็ได้ เพราะรวงข้าวเมื่อก่อนถึงฤดูเก็บเกี่ยว ยามที่สัมผัสกับแสงตะวันจะส่งสีสรรพ์ราวกับแสงของทองคำที่เป็นเช่นนี้เพราะพม่าปลูกข้าวที่เป็นอาหารหลักของชาวเอเชียทั่วไปได้มาก พม่าเป็นดินแดนแห่งความอุดมสมบูรณ์ มีป่าไม้ขนาดใหญ่ ซึ่งเต็มไปด้วยไม้ที่มีค่า และยังมีทรัพยากรประเภทสินแร่ที่สำคัญอยู่มาก
 
        ประเทศพม่ามีอาณาเขตติดต่อกับอินเดีย บังคลาเทศ จีน ลาว และประเทศไทย จากสภาพทางเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติและลักษณะการปกครองทางการเมืองของประเทศทำให้พม่าถูกขัดขวางในการมีบทบาททางการเมืองของโลก พม่าจึงต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยว และเป็นประเทศที่เงียบสงบ
 
        สภาพภูมิประเทศทางธรรมชาติของพม่าคล้าย ๆ กับอิตาลีหรือสเปน คือมีเทือกเขาแนวโค้งรูปเกือกม้าโอบรอบพม่าทางด้านตะวันตก ด้านเหนือ และด้านตะวันออก ตามบริเวณที่ราบต่ำอันเป็นที่อยู่อาศัยของประชากรส่วนใหญ่ และแยกประเทศพม่าออกจากประเทศเพื่อนบ้าน ประชากรที่อพยบเข้ามาอยู่ได้เปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมของพม่าหลายครั้ง และองค์ประกอบของประชากรพม่าไปบ้าง แต่ก็เป็นเวลานานเกือบ 4,000 ปี ที่พม่ามีประวัติศาสตร์เป็นของตนเองสืบต่อเรื่อยมาโดยรับเอาวัฒนธรรมตามหลักของศาสนาพุทธ นิกายเถรวาท มาใช้
 
          สิ่งสำคัญในการกำหนดลักษณะความเป็นอยู่ของประชาชนและประวัติศาสตร์ของพม่า คือ บริเวณลุ่มแม่น้ำโดยเฉพาะแม่น้ำอิรวดี ดินดอนสามเหลี่ยม บริเวณเทือกเขาซึ่งเป็นแนวแบ่งเขตแดนทางธรรมชาติของประเทศ
 
สภาพทางภูมิศาสตร์ แบ่งออกได้ดังนี้
          บริเวณเทือกเขา เทือกเขาทางภาคเหนือและเทือกเขาที่ทอดตัวเป็นแนวยาวซึ่งกั้นพรมแดนทางภาคตะวันออกนั้นเป็นเทือกเขาที่ขึ้นตามสภาพทางธรณีวิทยามาตั้งแต่สมัยก่อนยุคเทอเทียรี่ เทือกเขาทางภาคเหนือของประเทศมีความสูงประมาณ20,000 ฟุต ภูเขาโปปา ซึ่งมีรูปร่างคล้ายกรวยจะเป็นบริเวณจุดศูนย์กลางของประเทศพม่า ภูเขานี้มีความสูง 4,980 ฟุต
 
        บริเวณที่ราบ ที่ราบทางภาคใต้ของพม่าและดินดอนสามเหลี่ยมที่ขยายกว้างออกไปนั้นเป็นบริเวณที่ค่อย ๆ สูงกว่าระดับน้ำทะเล เพราะบริเวณที่เป็นน้ำทะเลจะค่อย ๆ แคบเข้าทีละน้อยเป็นระยะทางหลายไมล์ตลอดเวลาอันยาวนานในประวัติศาสตร์ และแม่น้ำสายใหญ่ ของพม่าได้พัดพาเอาตะกอนจำนวนมากจากเทือกเขาลงสู่ปากอ่าว
 
        บริเวณลุ่มแม่น้ำแม่น้ำอิรวดี ซึ่งเป็นแม่น้ำที่ใช้ในการเดินเรือได้ตลอด มีความยาว 900 ไมล์ (275 กิโลเมตร) เป็นเส้นทางสำคัญของการคมนาคม การชลประทานและให้ความอุดมสมบูรณ์ต่อบริเวณที่ราบต่ำตอนกลางของประเทศ แม่น้ำอิรวดีไหลมาบรรจบกับแม่น้ำ จินด์วินที่ใกล้ภูเขาโปปา ซึ่งเป็นแม่น้ำสายใหญ่ไหลมาจากทิวเขาทางภาคตะวันตก ส่วนทางภาคตะวันออกของพม่ามีแม่น้ำสาละวิน ซึ่งไหลออกไปทางทิเบต และไหลขนานไปกับลำแม่น้ำโขงก่อนที่จะผ่านรัฐชาน
        แม่น้ำสายต่าง ๆ ในพม่าโดยเฉพาะแม่น้ำอิรวดี มีความสำคัญมากในเรื่องการเปลี่ยนแปลงตามฤดูกาลของฤดูฝนและฤดูแล้ง ฤดูแล้งผืนดินจะไม่มีการเพาะปลูก ทั้ง ๆ ที่เป็นผืนดินที่มีความอุดมสมบูรณ์เหมาะสำหรับการเพาะปลูกมาก
 
        ทรัพยากรธรรมชาติ ผืนดินบนดินดอนสามเหลี่ยมคือทรัพยากรทางธรรมชาติที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของพม่า เพราะเป็นบริเวณที่มีการปลูกข้าว และมีประชากรอาศัยอยู่หนาแน่นที่สุดในบริเวณที่ราบภาคเหนือและภาคกลางของพม่ามีการปลูกข้าวก่อนบริเวณดินดอนสามเหลี่ยม เพราะอยู่ในแนวทางของการชลประทาน แต่พื้นดินในพื้นที่ดังกล่าวมีคุณภาพระดับกลางถึงระดับต่ำเท่านั้น พื้นดินที่อยู่ในบริเวณทิวเขาเป็นดินที่ไม่มีคุณภาพ ชาวเขาที่อาศัยอยู่ในบริเวณภูเขา ทำไร่เลื่อนลอยไปตามภูเขาต่าง ๆ จึงมีการโค่นป่าเพื่อทำไร่เลื่อนลอยกันมาก จนในที่สุดพื้นดินก็แห้งแล้งและสึกกร่อนมากขึ้น ทรัพยากรประเภทสินแร่ของพม่าก็มีน้ำมันปิโตรเลียม ดีบุก ตะกั่ว สังกะสี วุลแฟรม ถ่านหิน และอัญมนี ส่วนอัญมณีที่มีชื่อเสียงและมีค่าของพม่าคือ พลอยรูบี้ (Ruby)
  Top
 
          พม่ามี 3 ฤดูเช่นเดียวกับไทย แต่ฝนตกชุกกว่าประเทศไทยและอากาศชื้นมาก นักท่องเที่ยวจึงไม่นิยมเดินทางไปเที่ยวพม่าในฤดูฝน ในฤดูหนาวอากาศเย็นสบาย ทางเหนือของประเทศอากาศหนาว เป็นช่วงที่มีนักท่องเที่ยวมาก ส่วนฤดูร้อนอากาศค่อนข้างร้อน โดยเฉพาะในเขตพม่าตอนบนที่เมืองพุกามและมัณฑะเลย์
 
        พื้นที่ส่วนใหญ่ของประเทศพม่าตั้งอยู่ในเขตร้อน ฤดูฝนจะเริ่มต้นจากกลางเดือน “พฤษภาคมถึงกลางเดือนตุลาคม” บริเวณริมฝั่งทะเลของอาระกัน (Arakan) และเทนาสเซริม (Tenasserim) และเทือกเขาทางเหนือสุดของประเทศมีอัตราฝนตกประมาณ 200 นิ้ว (5,080 มิลลิเมตร) ต่อปี ที่บริเวณดินดอนสามเหลี่ยมของแม่น้ำอิรวดี มีอัตราฝนตกประมาณ 100 นิ้ว (2,540 มิลลิเมตร) ทิวเขาทางภาคตะวันออกและตะวันตกของประเทศมีอัตราฝนตกโดยเฉลี่ยประมาณ 80 นิ้ว (2,032 มิลลิเมตร) ที่ราบตอนกลางของประเทศ เป็นบริเวณแห้งแล้ง มีอัตราฝนตกต่อปีเพียง 25-45 นิ้ว (635-1,143 มิลลิเมตร) เท่านั้นอาจจะเป็นเพราะว่าการทำลายป่าในบริเวณที่ราบตอนกลาง ทำให้ปริมาณฝนที่ตกลดลง
 
        ฤดูที่ร้อนจัดที่สุดของพม่าเริ่มต้นในเดือนพฤษภาคม อุณหภูมิในฤดูนี้สูงขึ้นถึง ประมาณ38 องศาเซลเซียส (100 องศาฟาเรนไฮต์) อุณหภูมิต่ำสุดในภาคใต้ของพม่าตั้งแต่เดือนธันวาคม – มกราคม ประมาณ 16 องศาเซลเซียส (60 องศาฟาเรนไฮต์) ในภาคเหนือประมาณ 13 องศาเซลเซียส (55 องศาฟาเรนไฮต์) บริเวณดินดอนสามเหลี่ยม และบริเวณริมฝั่ง ทะเลจะมีอากาศชื้นตลอดปี
  Top
 
          ระบบทางสังคมของชาวพม่าแท้ที่เป็นชนกลุ่มใหญ่ของประเทศจะเป็นแบบอย่างของกลุ่มอื่น ๆ ไม่ว่าคนกลุ่มนั้นจะเต็มใจรับหรือไม่ก็ตาม เมื่อพม่าได้รับเอกราชแล้วการดำเนินชีวิตของชาวพม่าก็เปลี่ยนแปลงไปมาก สังคมของพม่าไม่มีข้อแตกต่างในเรื่องชนชั้นเพศ สังคมในชนบทของพม่าจะไม่มีการเคร่งครัดตายตัวเหมือนในชนบทของอืนเดียส่วนสังคมที่มีอิสระมากได้แก่สังคมชั้นต่ำของพม่าที่เป็นเช่นนี้เพราะพม่าไม่ได้วางโครงสร้างของสังคมไว้เข้มงวดนั่นเอง อย่างไรก็ดีตระกูลของคนชั้นสูงในพม่าก็ยังยึดถือเรื่องความแตกต่างระหว่างชนชั้นเป็นเรื่องสำคัญ เช่นข้าราชการชั้นสูงที่เคยรับใช้อยู่ในราชสำนักสมัยเดิมถึงแม้ว่าจะไม่ได้เป็นผู้นำของประชาชนอีกต่อไปก็ยังมีคนให้ความเคารพอยู่ ในกลุ่มของชาวชานนั้นพวกเจ้าและพวกขุนนางในตระกูลเก่าแก่ยังคงได้รับความเชื่อถือจากชาวชานด้วยกัน ส่วนชนชาวเขาก็ยังยึดถือความแตกต่างระหว่างชนชั้นหัวหน้ากับสามัญชนอยู่
 
        ในการดำเนินชีวิตประจำวันของชาวพม่าส่วนมากนั้น ยังคงยึดมั่นอยู่กับคุณค่าทางวัฒนธรรมและจารีพประเพณี เช่นในชนบทและในตัวเมือง ชาวพม่าจะนิยมการแต่งกายแบบเดิมของตนมากกว่าที่จะตามแบบชาวยุโรป ภายในบ้านที่เป็นครอบครัวสมัยใหม่จะมีเครื่องใช้ที่ทันสมัย
        ความเป็นอยู่ในพม่า มีความสะดวกเฉพาะอยู่ในกรุงย่างกุ้งและเมืองใหญ่ที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวเท่านั้น ในกรุงย่างกุ้งมีโรงแรมชั้นดีได้มาตรฐานหลายแห่ง สำหรับผู้ที่จะไปอยู่เพื่อทำงานหรือประกอบธุรกิจมีที่พักให้เลือกทั้งบ้านเช่า หรือ Serviced apartment การอยู่อพาร์ทเมนท์มีข้อดีในแง่ที่ผู้เช่าไม่ต้องกังวลปัญหาไฟฟ้าและน้ำประปา แต่ค่าเช่าค่อนข้างสูง ส่วนสินค้าอุปโภคบริโภคในกรุงย่างกุ้งหาซื้อได้ทั่วไป โดยมีสินค้าที่นำเข้าจากไทยหลายอย่างและในกรุงย่างกุ้งมีร้านอาหารไทยหลายร้าน ผู้ที่จะเข้าไปเขตวัดหรือพุทธเจดีย์ จะต้องถอดรองเท้าและถุงเท้า บางแห่งเรียกเก็บเงินค่าเข้าชมสถานที่ด้วย
  Top
 
          ถึงแม้ว่าพม่าจะพยายามาเป็นเวลานานกว่าครึ่งศตวรรษแล้วในการที่จะเปลี่ยนสังคมของพม่าให้เป็นสังคมของฆราวาสล้วน ๆ แต่ก็ปรากฏว่าประชาชนชาวพม่ายังคงเลื่อมใสพระสงฆ์ในศาสนาพุทธอยู่มากพระสงฆ์ในพม่ามีจำนวนไม่แน่นอนราว 110,000 รูป ประมาณ 33,000 รูป เป็นเณร ที่เหลือเป็นพระสงฆ์
 
        จุดรวมของชีวิตทางศาสนาค่อย ๆ เผยแพร่จากบริเวณตอนบน มายังตอนล่างของพม่าบริเวณที่มีวัดทางพุทธศาสนามากที่สุดในพม่า ก็คือ บริเวณรอบ ๆ เมืองมัณฑเลย์ (Mandalay) และเมือง สะเกง (Sagaing) พ.ศ.2497-2505 มีการจัดตั้งสภาทางศาสนา ทำให้ ทำให้กิจกรรมทางศาสนาในเมืองย่างกุ้งมีความสำคัญมากขึ้นเรื่อย ๆ จึงมีการตั้งศูนย์กลางทางพุทธศาสนาขึ้นรอบเมืองย่างกุ้งเพื่อการศึกษาชั้นสูง
 
        เมื่อเปรียบเทียบองค์กรทางศาสนาอื่นกับศาสนาของพม่าแล้วองค์กรทางศาสนาของพม่ายังไม่รัดกุมพอจะเห็นได้จากมีศาสนาพุทธ นิกายเถรวาท ซึ่งแพร่หลายมากในพม่าแต่ก็ยังมีการแบ่งแยกออกไปอีกเป็นหลายนิกายด้วยกันเช่น นิกาย ธุดธามา (THUDDAMA) เป็นนิกายที่แพร่หลายมากที่สุด นิกาย ชเวกยิน (Shwegyin) เป็นนิกายที่สำคัญ แต่แพร่หลายน้อยกว่าแต่องค์กรทางศาสนาในนิกายต่าง ๆ ส่วนมากแล้วจะปฏิบัติไปตามข้อบังคับของแต่ละวัด วัดสำคัญจะเป็นวัดขนาดใหญ่มีจำนวนพระสงฆ์ประมาณ 100 รูป แต่ก็มีวัดขนาดเล็กจำนวนไม่น้อยที่มีพระสงฆ์อยู่เพียง 10 กว่ารูปหรือน้อยกว่า มาตรฐานของพระสงฆ์และการศึกษาทางพุทธศาสตร์ ของแต่ละวัดแตกต่างกัน แล้วแต่กฏข้อบังคับที่สมภารวัดหรือพระที่อาวุโสของวัดนั้น ๆ จะกำหนดไว้
  Top
 
          เหตุการณ์ในพม่าระหว่างสงครามและหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ทำให้พม่าต้องร่วมกันหาทางแก้ไข ความเสียหายจากสงครามและฟื้นฟูความเจริญทางเศรษฐกิจในสมัยเดิมของตนขึ้นมาใหม่
 
        เศรษฐกิจ ก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 ก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 พม่ามีธุรกิจการค้าส่งออกกับอินเดีย ยุโรป และญี่ปุ่นอย่างเจริญ จำนวนเงินที่ได้จากการส่งออกทั้งหมดประมาณครึ่งหนึ่งได้มาจากการส่งข้าวออกนอกประเทศ ประมาณ 1 ใน 4 เป็นเงินที่ได้จากการส่งผลิตภัณฑ์น้ำมันปิโตรเลียม สินแร่ส่งออกได้ประมาณ 12-14 % ของมูลค่าส่งออกทั้งหมด ส่วนไม้ของพม่าส่งออกคิดเป็นมูลค่า 7 % พม่าเป็นประเทศที่ส่งข้าวเป็นสินค้าออกมากที่สุดในเอเชีย คือส่งออกประมาณ 54 % ของทุกประเทศในเอเชียรวมกัน ซึ่งอินเดียเพียงประเทศเดียวสั่งข้าวจากพม่าประมาณ 90 % ของการสั่งข้าวเป็นสินค้าเข้าทั้งหมดของอินเดีย นอกจากนั้นพม่ายังส่งข้าวไปศรีลังกา และมาเลเซียอีกด้วย
 
        รายได้ที่มาจากการส่งออกของพม่า ส่วนมากใช้เพื่อการนำเข้าประเภทอุปโภคบริโภค เพราะว่าพม่าสามารถผลิตสิ่งทอ น้ำตาล และซีเมนต์ ส่วนสินค้าประเภทอุปโภค บริโภคชนิดอื่น ๆ พม่าผลิตได้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น กิจกรรมอุตสาหกรรมสำคัญของพม่า ก็คือ บริษัท เบอร์มาออยล์ (Burmah oil Company)
 
        พม่าได้รับความเสียหายจากสงครามโลกครั้งที่ 2 มากกว่าประเทศอื่น ๆ ในระหว่างที่ฝ่ายสัมพันธมิตร ถอนตัวออกไปจากประเทศเมื่อปี พ.ศ.2485 ฝ่ายสัมพันธมิตรได้โจมตีอู่ต่อเรือเมืองย่างกุ้งและเส้นทางรถไฟของพม่าอย่างหนักตลอดเวลา 2 ปี 6 เดือน พม่าต้องหยุดการส่งสินค้าออกทั้งหมด หลังจากพม่าได้รับเอกราชแล้ว พม่าจึงต้องสั่งอุปกรณ์ต่าง ๆ เช่น รางรถไฟอุปกรณ์ที่ใช้ในบ่อน้ำมันและต้องฟื้นฟูสิ่งก่อสร้างต่าง ๆ ขึ้นมาแม้ในสมัยก่อนที่จะได้รับเอกราชพรรคการเมืองชั้นนำของพม่าก็ประกาศออกมาอย่างชัดเจนว่าจะดำเนินนโยบายทางการเมืองตามอุดมการของฝ่ายซ้าย ธุรกิจของต่างประเทศจึงลังเลที่จะมาลงทุนในประเทศพม่าใหม่อีก หลังจากปี พ.ศ.2491 เกิดการปฏิวัติขึ้นภายในประเทศพม่า รถไฟและเรือกลไฟในน่านน้ำถูกโจมตีตลอดเวลา อย่างไรก็ดี ฝ่ายกบฎอนุโลมไม่ขัดขวางในเรื่องของการขนส่งข้าวเจ้าไปยังเมืองย่างกุ้งเพราะพวกกบฎได้เก็บเงินค่าผ่านถนน ดังนั้น เศรษฐกิจของพม่าจึงรอดพ้นจากความวิบัติไปได้
 
        พม่าก่อนสงคราม เป็นประเทศที่มีความเจริญค่อนข้างสูงแต่ปัจจุบันเศรษฐกิจของประเทศพม่าอยู่ในฐานะที่เรียกว่า เป็นเศรษฐกิจเพื่อการเลี้ยงตัวเองไม่ใช้เศรษฐกิจเพื่อการค้าแบบสมัยก่อนปี
พ.ศ.2508 ผลผลิตของประเทศทั้งหมด (GNP) คิดเฉลี่ยต่อคน ต่อปีมีเพียง 92 เหรียญสหรัฐเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศไทย ซึ่งจะมี 202 เหรียญสหรัฐ และมาเลเซียจะมี 280 เหรียญสหรํฐ บรรดาประเทศในเอเชียอาคเนย์ด้วยกันทั้งหมดมีเพียงประเทศลาวเพียงประเทศเดียวเท่านั้นที่มี GNP ต่ำกว่าพม่าแม้ว่าอินโดนีเชียจะเคยเป็นประเทศที่ยากจนกว่าพม่ามาก่อนก็ตาม สภาพทางเศรษฐกิจที่พม่าพึงพอใจมากมีอยู่ประการเดียว คือพม่ามีอาหารเพียงพอเลี้ยงประชากรส่วนมาก มีอยู่เพียงไม่กี่เมืองเท่านั้นที่มีอาหารไม่เพียงพอ
  Top
 
          เมืองย่างกุ้ง (Rangoon) ย่างกุ้งเป็นเมืองหลวงของพม่า ตั้งอยู่บนฝั่งแม่น้ำย่างกุ้ง (Rangoon River) ห่างจากบริเวณปากอ่าวเมาะตะมะ (Gulf of Martaban) 21 ไมล์ เมืองย่างกุ้งเป็นเมืองใหญ่ที่สุดของประเทศและเป็นเมืองท่าสำคัญของพม่า เป็นศูนย์กลางของการรถไฟ และการคมนาคมทางน้ำ อุตสาหกรรมภายในเมืองย่างกุ้ง ได้แก่อู่ต่อเรือ โรงทอผ้า โรงสีข้าว และโรงเลื่อยไม้
 
        ภูเขาเตี้ย ๆที่ตั้งอยู่เบื้องหลังของตัวเมืองย่างกุ้ง สูงกว่าระดับน้ำทะเล 168 ฟุต เป็นจุดที่สูงสุดในเมืองย่างกุ้ง เมื่อขึ้นไปบนภูเขาลูกนี้จะมองเห็นทิวทัศน์ข้างหน้าได้ไกลเป็นระยะทางหลายไมล์ นับตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์มาแล้วที่นี้กลายเป็นจุดที่สำคัญของพม่า นอกจากนี้สถานที่น่าสนใจในเมืองย่างกุ้งคือ พระเจดีย์เวดากอง (Shwe Dagon Pagoda) อันเป็นเจดีย์ที่สร้างขึ้นมาตั้งแต่สมัยศตวรรษแรก ๆ
 
        ในสมัยที่อังกฤษเข้าครอบครองพม่า เมืองย่างกุ้งได้ขยายออกไปกว้างขวางอย่างรวดเร็วและเป็นศูนย์กลางการบริหารของอังกฤษด้วย ใน พ.ศ. 2414 กษัตริย์ของพม่าซึ่งมีเมืองหลวงอยู่ที่มัณทะเลย์ได้จัดส่งฉัตรทองจากมัณฑะเลย์ มาปักบนยอดองค์เจดีย์ ชเวดากอง ทำให้องค์เจดีย์มีความสูงนับจากฐานขึ้นไป 326 ฟุต นับว่าเจดีย์เวดากองเป็นสัญญลักษณ์อย่างหนึ่งของพม่า
 
        เมืองมัณทะเลย์ (Mandalay)เมืองมัณทะเลย์ ตั้งอยู่บนริมฝั่งซ้ายของแม่น้ำอิรวดีห่างจากทางเหนือของย่างกุ้ง 386 ไมล์ เมืองมัณทะเลย์ เป็นเมืองใหญ่อันดับสองของพม่า เป็นเมืองที่มีการสัญจรทางน้ำชุกชุม นอกจากนั้นยังเป็นเมืองชุมทางของรถไฟซึ่งเชื่อมต่อทางใต้ของย่างกุ้งกับทางเหนือของเมืองลาเชียว(Lashio) และเมือง มยีทกยีน่า (Myitkyina) เมืองมัณฑะเลย์ซึ่งมีความสำคัญคือเป็นศูนย์กลางของการปกครอง การค้าและวัฒนธรรมได้เจริญอย่างรวดเร็วนับตั้งแต่พม่าได้รับเอกราชเมื่อ พ.ศ.2491 เป็นต้นมา งานหัตกรรมที่มีชื่อเสียงของมัณฑะเลย์ได้แก่ การทอผ้าไหม การประดิษฐ์เครื่องเงินและทองคำ งานฝีมือในการตัดหยก และการแกะสลักไม้ในเมืองมัณฑะเลย์ มีโรงเบียร์ และโรงเหล้า ซึ่งดำเนินการโดยรัฐบาล ในบริเวณตลาดใหญ่ เซเกียว (Zegyo Bazaar) ซึ่งตั้งอยู่นอกกำแพงเมืองมัณฑะเลย์ รวมทั้งตลาดเล็กแห่งอื่น ๆ จะมองเห็นผลิตภัณฑ์ ต่าง ๆ จากตอนเหนือของพม่าวางขายปะปนอยู่กับสินค้าที่สั่งมาจากต่างประเทศ พ.ศ.2500 ได้ตั้งมหาวิทยาลัยมัณฑะเลย์ ซึ่งเป็นสถาบันบุกเบิกงานด้านเกษตร ซึ่งเดิมมีฐานะเป็นเพียง วิทยาลัยมัณฑะเลย์ขึ้นอยู่กับมหาวิทยาลัยย่างกุ้ง
 
       เมืองมะละแหม่ง(Moulmein)เป็นเมืองหลวงของเขต แอมเฮอร์ส (Amherst) และเขตตะนาวศรี (Tenasserim) ในตอนล่างของพม่า เป็นเมืองที่ตั้งอยู่ริมฝั่งทะเลด้านตะวันออกของอ่าวเมาะตะมะ ตรงบริเวณปากแม่น้ำสาละวินและตรงจุดบรรจบของแม่น้ำคเยง (Gyaing) และแม่น้ำอทารัน (Ataran) อยู่ห่างจากเมืองย่างกุ้งไปทางตะวันออกเฉียงใต้ 100 ไมล์ เมืองมะละแหม่งมีความสำคัญขึ้นมา เพราะเป็นศูนย์กลางการปกครองของอังกฤษ เมื่อครั้งที่อังกฤษรบชนะเขตมะละแหม่งยังเป็นศูนย์กลางของการคมนาคมมีเส้นทางรถไฟเชื่อมต่อกับเมืองยีและเมืองย่างกุ้ง และเป็นเมืองที่ส่งสินค้าออกจำพวกไม้สัก ข้าว และฝ้าย อุตสาหกรรมภายในเมืองนี้ได้แก่โรงเหล้า อู่ต่อเรือการผลิตทองคำและเงิน

วันชาติสเปน

สเปนตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้สุดของทวีปยุโรป ครอบคลุมเนื้อที่ของคาบสมุทรไอบีเรียนถึง 85 เปอร์เซ็นต์ ส่วนที่เหลืออีก 15 เปอร์เซ็นต์ ทางพรมแดนตะวันตกนั้นเป็นของโปรตุเกสรัฐแอนโดร่าและเทือกเขาพีเรนีสเป็นตัวกั้นสเปนออกจากฝรั่งเศส ทางชายฝั่งทะเลด้านตะวันออก ของสเปนก็คือหมู่เกาะบาเลอาริคและมหาสมุทรแอตแลนติก ทางชายฝั่งติดกับแอฟริกาก็คือหมู่เกาะคานารี พื้นที่ทั้งหมดของสเปนมี 504,737 ตารางกิโลเมตร (194,880 ตารางไมล์) ประชากร 38 ล้านคนส่วนใหญ่นับถือศาสนาโรมันคาทอลิก

เมื่อฟรังโก้เสียชีวิตลงในปีค.ศ. 1975 เขาเป็นผู้นำเผด็จการในทวีปยุโรปตะวันตกคนสุดท้ายที่ถึงจุดจบ ปัจจุบันสเปนมีระบบการปกครองแบบมีพระมหากษัตริย์ เป็นประมุขและรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ประเทศแบ่งออกเป็น 15 แคว้นตามแบบโบราณตามความแตกต่างทางภูมิศาสตร์และภาษาท้องถิ่นศูนย์กลางเมืองใหญ ่ที่สำคัญสองแห่ง คือ เมืองหลวงมาดริดที่นิว แคสตีล(New Castile) และเมืองบาร์เซโลน่าบนชายฝั่งทะเลคาทาโลเนียน สเปนเป็นสมาชิกขององค์การนาโต้ องค์การสหประชาชาติ และสมาคมชาติยุโรป นอกจากนี้ยังเป็นชาติอุตสาหกรรมที่สำคัญและมีพลเมืองไม่ถึง 30 เปอร์เซ็นต์ที่ทำการเกษตร เศรษฐกิจของประเทศส่วนใหญ่ได้มาจากการท่องเที่ยว พื้นที่รีสอร์ทอย่างเช่น คอสต้า เดลโซล (Costa del Sol) นั้นเป็นแหล่งพักผ่อนที่นักท่องเที่ยวชื่นชอบมานานปีแล้ว
        ด้านเศรษฐกิจ ของประเทศแต่เดิมสเปนเป็นประเทศเกษตรกรรมต่อมาได้มีการพัฒนาจนกลายเป็นชาติอุตสาหกรรมในที่สุดโดยเฉพาะอุตสาหกรรมด้าน การให้บริการการท่องเที่ยวที่ทำรายได้สูงสุดเป็นเงินนับหมื่น ล้านดอลลาร์สหรัฐ นอกจากนี้สเปนยังมีรายได้จากการประมง เกษตรกรรม อุตสาหกรรม และที่สำคัญการได้เข้าร่วมเป็นสมาชิกประชาคมยุโรปได้ทำให้เศรษฐกิจของสเปนมีเสถียรภาพมั่นคงในระดับปานกลางหลังจากที่เคยประสบภาวะเศรษฐกิจฝืดเคืองมานาน

        ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศสเปนกับประเทศไทย เริ่มเข้ามามีบทบาททางด้านการค้าและเผยแผ่ศาสนาคริสตฺตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี แต่เนื่องจากสถานการณ์บ้านเมือง วุ่นวายทำให้การติดต่อระหว่างทั้งสองประเทศหยุดชะงักลง แต่อบ่างไรก็ตามทั้งสองประเทศได้ฟื้นฟูความสัมพันธ์กันอีกครั้งในรัชสมัยของ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ซึ่งพระองค์เสด็จประพาสยุโรปและทรงเคยประทับอยู่ในประเทศสเปน นับแต่บัดนั้นความสัมพันธ์ระหว่างราชวงศ์ทั้งสองจึงแน่นแฟ้นสืบเนื่องมาจนถึงรัชกาลปัจจุบัน

หน้าร้อนนั้นทั้งร้อนจัดและแห้งแล้ง หน้าหนาวอบอุ่นสบายยกเว้นที่ราบตอนกลางที่หนาวจัดอยู่หลายอาทิตย์ อุณหภูมิเฉลี่ยสูงสุดของเดือนธันวาคม-มกราคมในมาดริดคือ 9 องศาเซลเเซียส และในมะละกามีอุณหภูมิเฉลี่ยสูงสุด 17 องศาเซลเซียส ในเดือนธันวาคม-กุมภาพันธ์ และ30 องศาเซลเซียส ในเดือนสิงหาคม
ภาษาราชการ คือ ภาษาสเปนหรือภาษาแคสทิลเลียน ซึ่งเป็นภาษาดั้งเดิมที่พูดกันในแคว้นแคสทีล ภาษาท้องถิ่นอีก 3 ภาษาที่ใช้พูดกันก็คือ ภาษาคาทาลัน ใช้พูดกันทางตะวันออกเฉียงหนือและทะเลบาเลอาริค (Balearics) ภาษกัลลีเซี่ยนตอนบนสุดของตะวันตกเฉียงเหนือ และภาษาบาสค์ใช้พูดกันตามแถบพรมแดนฝรั่งเศส ในพีเรนีสทางตะวันตก ท่ามกลางภาษาเหล่านี้มีเพียงภาษาบาสค์เท่านั้นที่ไม่เกี่ยวข้องกับภาษาสเปน ตามรีสอร์ท ผู้คนพูดภาษาอังกฤษได้มากน้อยต่างกันออกไป และทางตอนเหนือผู้คนส่วนใหญ่พูดภาษาฝรั่งเศส
หน่วยเงินตราของสเปนคือพาเซต้า (pta) เงินเหรียญมีตั้งแต่เหรียญ 1,5,25 และ 100 ธนบัตรนั้นมีตั้งแต่ 100 ถึง 1,000 พาเซต้า ตามกฎหมายนั้นสามารถนำเงินพาเซต้าเข้าประเทศได้ไม่เกิน 100,000 พาเซต้า และออกไปได้ไม่เกิน 200,000 พาเซต้า ตามสนามบินและสถานีรถไฟหลักในเมืองใหญ่ๆ (เช่น มาดริด) จะมีบริการแลกเงินตราต่างประเทศตลอด 24 ชั่วโมง
เปิดทำการไม่ค่อยจะตรงกัน ส่วนใหญ่จะเปิดวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 8.30 หรือ 9.00 น. ถึงบ่ายสองโมง และ 9 โมงเช้า-เที่ยงครึ่ง หรือบ่ายโมงในวันเสาร์เปิดวันอาทิตย์และวันหยุดราชการ ธนาคารส่วนใหญ่ที่มีสาขาอยู่ย่านธุรกิจจะเปิดจนถึงบ่ายสี่โมงครึ่ง

วันตำรวจ

                                

          กิจการตำรวจได้ก่อกำเนิดขึ้นเป็นครั้งแรกในสมัยกรุงศรีอยุธยา ในรัชสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ โดยพระองค์ได้ทรงโปรดเกล้า ฯ ให้ตราระเบียบการปกครองบ้านเมืองเป็น 4 เหล่า เรียกว่า “จตุสดมภ์” ได้แก่ เวียง วัง คลัง นา และพร้อมกันนี้ ได้โปรดเกล้า ฯ ให้มีการตำรวจขึ้น โดยให้ขึ้นอยู่กับเวียง อันมีเจ้าพระยาจักรีศรีองครักษ์ สมุหนายก อัครมหาเสนาบดีเป็นผู้บังคับบัญชา
สำนักงานตำรวจแห่งชาติ           ในปี พ.ศ. 2405 ซึ่งตรงกับรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้มีการปรับปรุงกิจการตำรวจครั้งสำคัญ กล่าวคือ มีการจัดตั้งกองตำรวจขึ้นเป็นครั้งแรกตามแบบอย่างยุโรป เรียกว่า กองโปลิศ โดยจ้างชาวมลายูและชาวอินเดีย เป็นตำรวจ เรียกว่า คอนสเตเปิล ให้มีหน้าที่รักษาการณ์แต่ในเขตกรุงเทพมหานครชั้นใน และขึ้นอยู่กับสังกัดกรมพระนครบาล
          ต่อมาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้มีการปรับปรุงกองโปลิศ และจัดตั้งตำรวจภูธรขึ้นเป็นทหารโปลิศ ในปี พ.ศ. 2419 เพื่อให้เป็นกองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อยในส่วนภูมิภาคและให้สามารถปฏิบัติการทางทหารได้ด้วย โดยได้ว่าจ้างนาย G.Schau ชาวเดนมาร์ก เป็นผู้วางโครงการ
          ต่อมาในปี พ.ศ. 2420 กองทหารโปลิศได้เปลี่ยนชื่อมาเป็นกรมกองตระเวณหัวเมือง และได้มีการจัดตั้งกรมตำรวจภูธรขึ้นแทนกรมกองตระเวณหัวเมืองในปี พ.ศ. 2440 และได้โปรดเกล้า ฯ แต่งตั้งให้พลตรี พระยาวาสุเทพ (G.Schau) เป็นเจ้ากรมตำรวจภูธร และได้มีการขยายกิจการตำรวจไปยังหน่วยการปกครองส่วนภูมิภาคตามลำดับ
          ต่อมาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้มีการรวบรวมกิจการตำรวจมาเป็นกรมเดียวกัน เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2458 เรียกว่า กรมตำรวจภูธรและกรมพลตระเวน และในปลายปีได้เปลี่ยนเป็นกรมตำรวจภูธรและกรมตำรวจนครบาล และยกฐานะของเจ้ากรมขึ้นเป็นอธิบดี
          ต่อมาในปี พ.ศ. 2465 ได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้า ฯ ให้รวมกระทรวงมหาดไทยกับกระทรวงพระนครบาลเป็นกระทรวงเดียวกันเรียกว่า กระทรวงมหาดไทย กรมตำรวจภูธรและกรมตำรวจนครบาลจึงโอนมาขึ้นอยู่กับกระทรวงมหาดไทย
          ต่อมาในปี พ.ศ. 2469 กรมตำรวจภูธรและกรมตำรวจนครบาลได้เปลี่ยนชื่อเป็น กรมตำรวจภูธร แต่ยังคงแบ่งตำรวจออกเป็น 2 ประเภท คือ ตำรวจที่จับกุมโจรผู้ร้าย ไต่สวนทำสำนวนฟ้องศาลโปลิศสภาโดยตรงเรียกว่า ตำรวจนครบาล ส่วนตำรวจที่ทำการจับกุมโจรผู้ร้ายได้แล้ว ส่งให้อำเภอไต่สวนทำสำนวนให้อัยการฟ้องศาลอาญาประจำจังหวัดนั้น ๆ เรียกว่า ตำรวจภูธร จนกระทั่งในปี พ.ศ. 2475 จึงได้มีการเปลี่ยนชื่อจากกรมตำรวจภูธร มาเป็นกรมตำรวจ จนถึงปัจจุบัน
          เนื่องจากวันที่ 13 ตุลาคม ซึ่งเป็นวันประกาศรวมกรมพลตระเวนกับกรมตำรวจภูธรเป็นกรมเดียวกัน กรมตำรวจจึงได้ยึดถือเอาวันที่ 13 ตุลาคมของทุกปี เป็นวันตำรวจ และได้มีการประกอบพิธีในวันตำรวจอย่างเป็นทางการเป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2492 ซึ่งในขณะนั้น พล.ต.อ. หลวงชาติตระการโกศล เป็นอธิบดีกรมตำรวจและจอมพล ป.พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี
          ต่อมาในปี พ.ศ. 2494 พล.ต.อ.เผ่า ศรียานนท์ อธิบดีกรมตำรวจในขณะนั้น ได้จัดให้มีพิธีเดินสวนสนาม และปฏิบัติต่อเนื่องมาจนถึง พ.ศ. 2500 จึงระงับการจัดพิธีเดินสวนสนาม ประกอบแต่พิธีทางศาสนา ซึ่งจัดขึ้นในวันที่ 13 ตุลาคม ของทุกปี

วันทหารผ่านศึก

อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ
 ความสำคัญ
        เพื่อสดุดีวีรกรรมของทหารผ่านศึก อีกทั้งให้ส่วนราชการ ภาคเอกชน และประชาชนทั่วไปมีส่วนร่วมในการส่งเสริมเชิดชูเกียรติและเอื้ออาทรต่อทหารผ่านศึก
 ประวัติ
        เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม พ.ศ.2538 คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบให้จัดงานวันทหารผ่านศึก เพื่อสดุดีวีรกรรมทหารผ่านศึก ผู้ที่เสียสละเพื่อรักษาประเทศชาติ เนื่องจากทหารผ่านศึกบางคนได้รับบาดเจ็บจนต้องทุพพลภาพ เสียแขน ขา หรืออวัยวะที่สำคัญบางอย่างทำให้ไม่สามารถจะประกอบอาชีพได้เหมือนกับคนปกติ อีกทั้งไม่เป็น ที่ต้องการของตลาดแรงงาน และสังคมส่วนรวม เนื่องจากขาดความสามารถในการประกอบอาชีพ ดังนั้นทางคณะรัฐบาลจึงได้กำหนดวันทหารผ่านศึกขึ้น เพื่อให้สังคมตระหนักถึงความสำคัญ ของทหารผ่านศึก รวมถึงให้ความช่วยเหลือในด้านต่าง ๆ แก่ทหารผ่านศึก
 กิจกรรมในวันทหารผ่านศึก
        1. จัดนิทรรศการเผยแพร่วีรกรรมของทหารผ่านศึก
        2.วางพวงมาลา ณ อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ
        3.จำหน่ายดอกป้อปปี้ เพื่อสนับสนุนและช่วยเหลือทหารผ่านศึก

วันประมงแห่งชาติ

 

จากการที่สหกรณ์ประมงสมุทรสาครได้ทำหนังสือ ลงวันที่ 17 พฤษภาคม 2525 ถึงนายกรัฐมนตรี พล.เอกเปรม ติณสูลานนท์ เสนอให้รัฐบาลกำหนดวันประมงแห่งชาติขึ้นเพื่อให้เป็นกำลังใจในการประกอบอาชีพและอาสาปกป้องประเทศทางด้านทะเล นายกรัฐมนตรีได้มีบัญชาให้สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีมอบให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นผู้พิจารณา ซึ่งได้มอบให้กรมประมงเป็นผู้รับเรื่อง เนื่องจากเกี่ยวข้องโดยตรง นอกจากนี้สำนักเลขาธิการฯ ได้ขอให้กระทรวงศึกษาธิการสั่งการให้ราชบัณฑิตยสถานและกรมศิลปากรร่วมกันพิจารณาความเหมาะสมอีกด้วย

กรมประมงพิจารณาเห็นว่าอาชีพการประมงทะเล เป็นอาชีพที่ต้องเสี่ยงภัยจากอันตรายในน่านน้ำ และทำรายได้ให้แก่ประเทศชาติปีละหลายพันล้านบาท นอกจากนี้ยังช่วยทำหน้าที่แจ้งข่าวความเคลื่อนไหว ที่อาจเป็นภัยอันตรายแก่ประเทศให้ทางราชการทราบทันแก่เหตุการณ์  สมควรที่จะจัดให้มีวันสำคัญ เพื่อเป็นที่ระลึก  เป็นขวัญกำลังใจในการประกอบอาชีพ และเป็นการสนับสนุนอาชีพประมง ทั้งยังเป็นการช่วยเตือนใจคนไทยทั้ง ชาติให้ช่วยกันอนุรักษ์รักษาทรัพยากร
สาเหตุที่ทำให้จำนวนสัตว์น้ำในแหล่งธรรมชาติลดปริมาณอย่างรวดเร็วมีดังนี้
- การขยายเขตเศรษฐกิจจำเพาะ 200 ไมล์ทะเล ทำให้แหล่งประมงของไทยถูกจำกัด
- ความก้าวหน้าทางวิทยาการ คือจะมีอุปกรณ์ในการจับสัตว์น้ำ ที่ทันสมัยขึ้น
- การระบายน้ำเสียจากโรงงานลงสู่แหล่งน้ำลำคลอง
- การขยายแหล่งชุมชน เช่นการสร้างเขื่อน การถมคลอง การขยายถนน
- การทำประมงผิดกฎหมาย เช่น การใช้วัตถุระเบิด การใช้อวนตาถี่ การใช้ไฟฟ้าช็อตปลา ในการจับปลา
กรมประมงจึงได้ประสานงานกับกองทัพเรือ และมีความเห็นร่วมกันให้ วันสงกรานต์ ซึ่งประชาชนชาวไทยยึดถือเสมือนเป็นวันขึ้นปีใหม่มาตั้งแต่อดีต เป็นวันที่หยุดปฏิบัติภารกิจประจำวันในวันดังกล่าว เพื่อไปทำบุญตักบาตร ปล่อยนก ปล่อยปลา เพื่อความเป็นสิริมงคล  รัฐบาลจึงเล็งเห็นโครงการบำรุงพันธุ์ปลา แบบประชาอาสา สามารถสนับสนุนวัตถุประสงค์ของวันประมงแห่งชาติ

และในวันนี้ทางราชการได้ถือว่าเป็น “วันขยายพันธุ์ปลาแห่งชาติ” โดยสนับสนุนให้ประชาชนนำพันธุ์ปลา ไปปล่อยตามแหล่งน้ำต่างๆ ในโอกาสที่วันนี้เป็นวันสำคัญวันหนึ่งโดยมีศาสนาเข้ามาเกี่ยวข้อง จึงสมควรกำหนดให้ วันที่ 13 เมษายน ของทุกปีเป็น “วันประมงแห่งชาติ” เมื่อเดือนมกราคม  2527 เป็นต้นมา และเห็นสมควรให้หยุดทำการประมง มีการปล่อยปลาในแหล่งน้ำต่างๆ รวมทั้งในทะเลด้วย เพื่อเป็นการชดเชยสำหรับการที่ได้ทำการประมงมาตลอดปี
 

1. เพื่อระลึกถึงความสำคัญของการประมงไทย และให้กำลังใจแก่ชาวประมงผู้ประกอบอาชีพสุจริตที่ต้องเสี่ยงภัยในทะเล เพื่อนำทรัพยากรขึ้นมาเป็นอาหารของปวงชนและพัฒนาประเทศ
2. เพื่อสนับสนุนการปล่อยปลาในวันสงกรานต์อันเป็นประเพณีนิยมของชาวไทยมาแต่โบราณ
3. เพื่อขยายพันธุ์สัตว์น้ำในแหล่งน้ำธรรมชาติมิให้สูญพันธุ์
4. เพื่อเสริมสร้างทัศนคติในการอนุรักษ์ทรัพยากรสัตว์น้ำแก่ประชาชนทั่วไป เพราะสัตว์น้ำมีคุณค่า เป็นอาหารของประชาชน
5. เพื่อสร้างความรู้สึกที่ดีทางจิตใจ คือ ก่อให้เกิดความสามัคคีของคนในชาติ เพราะได้ทำกิจกรรมร่วมกัน และมีอานิสงส์ร่วมกันในอันนี้ที่จะต้องช่วยกันรักษาทรัพยากรของชาติ และมีความสุขที่ได้บุญกุศลในวันสงกรานต์

วันขึ้นปีใหม่

วันขึ้นปีใหม่ ตามพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน ให้ความหมายของคำว่า ปี หมายถึง เวลาชั่วโลกโคจรรอบดวงอาทิตย์ครั้งหนึ่งราว 365 วัน และ เวลา 12 เดือนตามสุริยคติ

นานาชาติ ในสมัยโบราณนั้น แต่ละชาติต่างก็ไม่มีวันขึ้นปีใหม่ที่ตรงกัน เช่นในประเทศเยอรมัน ชาวเยอรมันในสมัยโบราณจะมีวันขึ้นปีใหม่ในปลายเดือนพฤศจิกายน ซึ่งเป็นเวลาที่กำลังมีอากาศหนาวเย็น ประชาชนที่แยกย้ายออกไปหากินในที่ต่าง ๆ ตั้งแต่ในช่วงฤดูร้อน หลังจากเก็บเกี่ยวพืชผล และ นำขึ้นยุ้งฉางเสร็จแล้ว ก็จะมาร่วมฉลองขึ้นปีใหม่ในระยะนี้ ต่อมาเมื่อชาวโรมันได้เข้ามารุกราน จึงได้เลื่อนการฉลองปีใหม่มาเป็น วันที่ 1 มกราคม ชาติโบราณ เช่น ไอยคุปค์ เฟนิเชียนและอิหร่าน เริ่มปีใหม่ราว วันที่ 21 กันยายน รวมถึงชาวโรมันก็เริ่มปีใหม่วันนี้เช่นเดียวกัน
ครั้งมาถึงสมัยของซีซาร์ที่ใช้ปฏิทินแบบยูเลียน จึงเปลี่ยนวันขึ้นปีใหม่มาเป็นวันที่ 1 มกราคม แต่พวกยิวจะขึ้นปีใหม่ อย่างเป็นทางการประมาณวันที่ 6 กันยายน ถึงวันที่ 5 ตุลาคม และ ทางศาสนาเริ่มวันที่ 21 มีนาคม ส่วนชาวคริสเตียนในยุคกลางจะเริ่มปีใหม่ในวันที่ 25 มีนาคม คนอังกฤษ เชื้อสายแองโกลซักซอนได้เริ่มปีใหม่วันที่ 25 ธันวาคม ภายหลังเมื่อพระเจ้าวิลเลี่ยม ( William the Conqueror ) ได้เป็นราชาธิราชแห่งเกาะอังกฤษ จึงเปลี่ยนวันขึ้นปีใหม่มาเป็นวันที่ 1 มกราคม ต่อมาเมื่อถึงยุคกลางชาวอังกฤษก็เปลี่ยนวันขึ้นปีใหม่เป็นวันที่ 25 มีนาคม เช่นเดียวกับชาวคริสเตียนอื่น ๆ แต่ต่อมาเมื่อมีการใช้ปฏิทินแบบกรีกอเรียน ชาวคริสเตียนิกายโรมันคาทอลิกก็กลับมาขึ้นปีใหม่วันที่ 1 มกราคมกันอีก

ไทย ประเพณีปีใหม่ของไทยสมัยอยุธยาและรัตนโกสินทร์ ตั้งแต่ รัชกาลที่ ๑ ถึงรัชกาลที่ ๕ ตอนต้น ถือวันทางจันทรคติ เป็นวันขึ้นปีใหม่ สำหรับพระราชพิธีปีใหม่นั้น ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้ พระบรมวงศานุวงศ์ฝ่ายหน้าเสด็จ เข้าไปรับพระราชทานเลี้ยง ณ ท้องพระโรงกลางพระที่นังจักรีมหาปราสาทพระราชทาน ฉลากแก่พระบรมวงศานุวงศ์ และข้าราชการบางคน ครั้นพระราชทานสิ่งของตามฉลากแล้วเสด็จพระราชดำเนินมา ที่ชาลาหน้าพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ทอดพระเนตรละคร หลวงแล้วเสด็จ ฯ กลับ
ในสมัยรัชกาลที่ ๖ ทรงพระกรุณโปรดเกล้าฯให้ใช้พุทธศักราช แทนรัตนโกสินทรศก ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๕๕ และต่อมาใน พ.ศ. ๒๔๕๖ โปรดให้รวมพระราชพิธีสัมพัจฉรฉินท์เถลิงศก สงกรานต์ พระราชพิธีศรีสัจจปานกาลถือน้ำพระพิพัฒน์ สัตยาเข้าด้วยกันเรียกว่าพระราชพิธีตรุษสงกรานต์
ครั้นต่อมาในรัชกาลที่ ๘ คณะผู้สำเร็จราชการแทน พระองค์ใน พระปรมาภิไธยพระบาทสมเด็จพระปรเมนทร มหาอานันทมหิดล ได้ประกาศให้ใช้วันที่ ๑ มกราคม เป็น วันขึ้นปีใหม่ เพราะวันที่ ๑ มกราคม ใกล้เคียงวันแรม ๑ ค่ำ เดือนอ้าย เป็นการใช้ฤดูหนาวเริ่มต้นปี และเป็นการสอดคล้อง ตามจารีตประเพณีโบราณของไทยต้องตามคติแห่งพระบวร พุทธศาสนาและตรงกับนานาประเทศ โดยให้เริ่มใช้ตั้งแต่วันที่ ๑ มกราคม พ.ศ. ๒๔๘๔ ตามราชกิจจานุเบกษา เล่ม 58 หน้า 31 เป็นต้นไป

ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพล อดุลยเดช เมื่อ พ.ศ.๒๔๙๐ คณะผู้สำเร็จราชการแทน พระองค์โปรดให้ยกการพระราชกุศลสดับปกรณ์ผ้าคู่ในวัน ขึ้นปีใหม่ไปใช้ในพระราชพิธีสงกรานต์ ซึ่งฟื้นฟูขึ้นใหม่ตาม โบราณราชประเพณีซึ่งเป็นเทศกาล สงกรานต์ในวันที่ ๑๓ – ๑๔ – ๑๕ เมษายน

ต่อมา พ.ศ. ๒๕๐๐ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ งดการ พระราชกุศลสวดมนต์เลี้ยงพระในวันขึ้นปีใหม่ เปลี่ยน เป็นเสด็จออก ทรงบำเพ็ญพระราชกุศลทรงบาตรวันขึ้นปีใหม่แทนใน พุทธศักราช ๒๕๐๑ และ

วันที่ ๑ มกราคม พ.ศ. ๒๕๐๑ พระบาทสมเด็จพระ เจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนินโดย รถยนต์พระที่นั่งจากพระตำหนัก จิตรลดารโหฐานพระราชวังดุสิตไปพระบรมมหาราชวัง ทรงจุดธูปเทียนถวายนมัสการพระพุทธปฏิมาที่พระแท่น นพปฎลมหาเศวตฉัตรภายในท้องพระโรง

เวลา ๗ นาฬิกา เสด็จฯ ลงยังสนามหน้าพระที่นั่ง จักรีมหาปราสาท ทรงจุดธูปเทียนเครื่องทองน้อยแล้วทรง บาตรพร้อมด้วย พระบรมวงศานุวงศ์ องคมนตรี รัฐมนตรี ข้าราชการ ทุกกระทรวง ทบวง กรมโดยจัดเป็น สาย ๆ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและพระบรมวงศา นุวงศานุวงศ์ ๕๐ รูปนอกนั้นสายละ ๒๕ รูป รวมพระ สงฆ์ ๓๐๐ รูป เสร็จแล้วเสด็จฯ ขึ้น งานนี้แต่งเครื่องแบบ ปรกติขาว งานนี้มีสังข์ แตร ปี่พาทย์ ประโคม บรรเลง ตั้งแต่เสด็จทรงจุดเทียนจนเสด็จขึ้น

วันนี้ เวลา ๙ นาฬิกาจนถึงเวลา ๑๗ นาฬิกา สำนักพระราชวัง จะได้จัดที่สำหรับลงพระนามและนาม ถวายพระพรไว้ที่พระบรมมหาราชวัง

ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ เปลี่ยนการ พระราชพิธีบำเพ็ญพระราชกุศลทรงบาตร ขึ้นปีใหม่ ในวันที่ ๑ มกราคมเป็นวันที่ ๓๑ ธันวาคม ซึ่ง เป็นวันสิ้นปี

ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๕๑๘ พระราชพิธีทรงบำเพ็ญ พระราชกุศลทรงบาตรขึ้นปีใหม่ ได้ทรงพระกรุณาโปรด เกล้าฯ ให้จัดเป็นงาน ส่วนพระองค์ ณ พระราชฐานที่ประทับ

สำหรับ พิธีของราชการและประชาชนสำหรับงานของทาง ราชการและประชาชนในวันขึ้นปีใหม่ก็จะมีตั้งแต่คืนวันที่ ๓๑ ธันวาคม จนถึง วันที่ ๑ มกราคมเช่นเคยยึดถือมาเดิม คือในวันสิ้นปี หรือวันที่ ๓๑ ธันวาคม ทางราชการหรือ ประชาชนในท้องถิ่นต่างๆ จัดให้มีการรื่นเริง และมหรสพ มีพระราชดำรัสในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทาน พรปีใหม่ แก่ประชาชน สมเด็จพระสังฆราชประทานพรปีใหม่ แก่พุทธศาสนิกชนและบุคคลสำคัญของบ้านเมือง เช่น ประธานรัฐสภา นายกรัฐมนตรี ประธาน ศาลฎีกากล่าวคำ ปราศรัย พอถึงเวลา ๒๔.๐๐ น. วัดวาอารามต่างๆ จะจัด พระสงฆ์เจริญชัยมงคลคาถา ย่ำฆ้อง กลอง ระฆัง เพื่อแสดง ความยินดีต้อนรับรุ่งอรุณแห่งชีวิตของประชาชนในปีใหม่ โดยทั่วกัน ตอนเช้าวันที่ ๑ มกราคมก็จะมีการทำบุญตักบาตร สุดแท้แต่การจัด บางปีมีการจัดร่วมกัน บางปีบางท้องที่ก็ไป ทำบุญตักบาตรกันที่วัด หรือที่ใดๆ บางท่านบางครอบครัว ก็มีการทำบุญตักบาตร หรือการทำบุญเลี้ยงพระที่บ้าน ที่สำนักงานของตน

เมื่อถึงเทศกาลปีใหม่ ประชาชนจะพากันเก็บกวาดบ้านเรือนให้สะอาด ประดับไฟและธงชาติตามสถานที่สำคัญๆ ครั้นถึงวันที่ 31 ธันวาคม ก็จะมีการทำบุญเลี้ยงพระไปวัดเพื่อประกอบกิจกุศลต่าง ๆ เช่น ฟังพระธรรมเทศนา ถือศีลปฏิบัติธรรมแต่บางคนก็แค่ทำบุญตักบาตร ตอนกลางคืนบางแห่งอาจจัดเทศกาลกินเลี้ยงที่ครื้นเครงสนุกสนาน เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่เช้าวันที่ 1 มกราคม จะมีการทำบุญตักบาตร ไปท่องเที่ยวหรือเยี่ยมเยียนญาติผู้ใหญ่ผู้ที่เคารพนับถือ มีการมอบของขวัญและบัตรอวยพรให้แก่กัน สำหรับในต่างจังหวัด จะมีการทำบุญเลี้ยงพระที่วัดอุทิศส่วนกุศลไปให้แก่ญาติที่ล่วงลับ กลางคืนมีการละเล่นพื้นบ้านหรือจัดมหรสพมาฉลอง

เมื่อเวลาผันเปลี่ยนเวียนไปครบ 1 ปี เราได้อยู่รอดปลอดภัยมาจนถึงวันขึ้นปีใหม่ ขอให้ลองมองย้อนหลังกลับไปคิดดูว่าวันเวลาที่ผ่านมานั้นเราได้ใช้มันอย่างคุ้มค่าหรือเปล่า และได้กระทำคุณงามความดีอันใดไว้บ้าง และควรหาโอกาสกระทำให้ดียิ่ง ๆขึ้นทุกปีในขณะเดียวกันเราได้กระทำความผิดหรือสิ่งใดที่ไม่ถูกต้องไว้หรือไม่หากมีต้องรีบปรับปรุงแก้ไขตัวเอง

เก็บกวาดดูแลทำความสะอาด ประดับธงชาติตามอาหารบ้านเรือน
ทำบุญตักบาตร กรวดน้ำอุทิศส่วนกุศลให้ญาติและผู้มีพระคุณที่ล่วงลับไปแล้ว
ไปวัดเพื่อทำบุญ ถือศีล ปฏิบัติธรรม หรือฟังพระธรรมเทศนาฯลฯ เพื่อให้จิตใจสดชื่นแจ่มใสเบิกบาน ในโอกาสวันขึ้นปีใหม่
ตรวจสอบตัวเองเกี่ยวกับกิจกรรมต่าง ๆ ที่ได้ทำมาตลอดปี ว่ามีความเจริญก้าวหน้าสำเร็จลุล่วงไปได้แค่ไหน หากมีคั่งค้างก็ต้องเร่งขวนขวายปรับปรุงแก้ไขข้อบกพร่องของตน ถ้าอยู่ในเกณฑ์ดีก็ให้ตั้งใจทำให้ดียิ่ง ๆ ขึ้นไป
หากมีเรื่องบาดหมางหรือขุ่นเคืองกับผู้ใด ในวันนี้ควรถือโอกาสให้อภัยซึ่งกันและกัน เริ่มสานความสัมพันธ์ให้กลับมาเริ่มต้นใหม่ด้วยดี